วันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

มาตรฐาน ISO

มาตรฐาน ISO


ISO หมายถึงอะไร
ISO เป็นตัวย่อขององค์กรระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (Internatioanal Organization for Standardization ) ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศ สวิสเซอร์แลนด์ เป็นองค์กรที่ประกอบด้วยตัวแทนในแต่ละประเทศ รับผิดชอบในการจัดทำมาตรฐานสากลต่างๆ
ISO 9000 คืออะไร
ตามความหมายโดยทั่วไปแล้ว คำว่าISO9000 ใช้แทนชื่อเรียกชุดมาตรฐานของISO9000 ซึ่งประกอบด้วยชุด
ของมาตรฐานดังนี้
มีมาตรฐาน 3 ประเภทที่ออกมาเมื่อปี 2000
 ISO 9000:2000 Quality management system "Fundamentals and vocabulary"
 ISO 9001:2000 Quality management system "Requirements"
 ISO 9004:2000 Quality management system "Guidance for performance improvement"
ISO 9001
ระบบการจัดการด้านคุณภาพ ISO 9001 ถูกพัฒนาขึ้นเป็นระบบมาตรฐานสากลเพื่อที่จะทำให้มั่นใจได้ว่าผู้ผลิตหรือผู้
ให้บริการได้จัดตั้งและรักษาระบบการจัดการด้านคุณภาพที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยมีจุดประสงค์ที่จะตอบสนองความ
ต้องการของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น โดยมาตรฐานนี้เกี่ยวกับ การออกแบบ การพัฒนา การผลิต และการให้บริการ ซึ่งสามารถ
ใช้ได้กับทุกประเภทธุรกิจในทุกอุตสาหกรรม บริษัทจำเป็นต้องมีความตระหนักและเป้าหมายที่ชัดเจนรวมทั้งหลักฐานของ
ระบบการจัดการที่มีประสิทธิผล เพื่อให้สามารถประสบความสำเร็จในการเตรียมตัวตามข้อกำหนดของมาตรฐาน
ใบรับรองมาตรฐาน ISO 9001 เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าระบบการจัดการด้านคุณภาพถูกนำไปใช้ในองค์กรอย่างเป็น
ระบบและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ใบรับรองมาตรฐานนี้ยังสามารถนำมาใช้เป็น countermeasure สำหรับแก้ปัญหา
เกี่ยวกับ product liability ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น

อะไรคือหลักการของมาตรฐาน ISO9001:2000
 มาตรฐาน ISO9001:2000 ระบุข้อกำหนดที่จำเป็นในระบบบริหารคุณภาพ โดยมุ่งสร้างความพึงพอใจต่อ
ลูกค้าอย่างเป็นระบบ มากกว่าการมุ่งเน้นทดสอบ ตรวจสอบในผลิตภัณฑ์หรือบริการ
ด้วยการมุ่งส่งเสริมให้มีการนำเอาแนวทางการจัดการโดยมองแบบกระบวนการ ในการบริหารงานด้าน
คุณภาพขององค์กร
โดยรวมๆ ว่ากิจกรรมใดๆ ก็ตามที่มีการรับ สิ่งป้อนเข้า (inputs) แล้วมีการเปลี่ยนแปลงให้กลายเป็นผลิตผล
ของกิจกรรม และส่งออกไปเป็นสิ่งป้อนออก (outputs) แล้วกิจกรรมเช่นกล่าวถึงนี้ อาจเรียกว่าเป็น
กระบวนการ (a process)
โดยธรรมชาติแล้ว แต่ละองค์การธุรกิจย่อมประกอบขึ้นจากหลายๆ หน่วยงานที่มีกิจกรรมแตกต่างกันโดย
ดำเนินงานเชื่อมประสานสอดรับกันภายใต้กรอบวัตถุประสงค์เดียวกัน ด้วยกฎเกณฑ์ หรือกติกาในการ
ทำงานอันเดียวกัน ดังนั้น องค์การที่มุ่งสู่การดำเนินงานอย่างมีประสิทธิผลย่อมต้องระบุชี้แต่ละกิจกรรมหรือ
กระบวนการย่อยๆ ทั้งหลายในองค์การอย่างชัดเจนและบริหารบรรดากระบวนการต่างๆ เหล่านี้อย่างมี
ประสิทธิผล เพราะสิ่งป้อนออก (ผลิตผล) จากกระบวนการหนึ่งอาจจะเป็นสิ่งป้อนเข้าให้แก่อีกกระบวนการ
หนึ่ง (ที่อยู่ถัดไปก็ได้)
การระบุชี้กระบวนการและการบริหารกระบวนการทั้งหมดในองค์การอย่างเป็นระบบ รวมถึง การจัดการ
ด้านปฏิสัมพันธ์อันเหมาะสมระหว่าง กระบวนการทั้งหลายภายในองค์การเช่นนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็น การ
จัดการด้านคุณภาพโดยการมองแบบกระบวนการหรือ Process approach to quality management.





ISO 9001:2000 เป็นหลักประกันว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้นดีเยี่ยมหรือไม่
ไม่ ทั้งนี้เนื่องจากมาตรฐาน  ISO9001:2000 มุ้งเน้นให้เกิดความสม่ำเสมอ  และการรับประกันว่าสิ่งที่องค์กรได้
ตกลงกับลูกค้าจะสามารถที่จะส่งมอบได้ตามนั้น พร้อมกับปรับปรุงให้ลูกค้าของตนได้รับความพึงพอใจอย่างต่อเนื่อง
ข้อกําหนดของ ISO9001:2000 ทั้งหมดมีไว้เพื่ออะไร
ข้อกําหนดทั้งหมดของมาตรฐาน iso9001:2000 นั้นมีเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังนี้
เพื่อให้องค์นดทางด้าน
กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อให้องค์กรบรรลุถึงความพึงพอใจของลูกค้า ด้วยการประยุกต์ใช้ระบบบริหารคุณภาพอย่างมีประสิทธิผล ซึ่งรวมถึง การ
ปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง การประกันการทําตามข้อกําหนดของลูกค้าและ ข้อกำหนดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ทําไมผู้บริหารจึงต่องเป็นผู้นําในเรื่องนี้
ไม่มีระบบบริหารจัดการใดๆสามารถดําเนินไปได้อย่างต่อเนื่องหากขาดการสนับสนุนอย่างจริงจังจากผู้บริหาร การควบคุมองค์กร
การชักนําพนักงานในองค์กร ทรัพยากรที่จําเป็น หากขาดที่ซึ่งการสนับสนุนจากผู้บริหาร ระบบใดๆจะไม่สามาระบรรลุผลสําเร็จ
ได้
ประโยชน์ของระบบ ISO9001:2000 ต่อองค์กรของท่าน
การตัดสินใจในการประยุกต์ใช้ระบบ ISO9001:2000 อย่างจริงจัง สิ่งที่ท่านจะได้จากระบบมีดังนี้
1. ช่วยให้นักบริหาร มีมาตรการขั้นตอนปฏิบัติที่เป็นมาตรฐาน และโครงสร้างในทางปฏิบัติ ช่วยป้องกันข้อบกพร่อง และง่ายต่อการตรวจสอบผลงานตามนโยบายหรือแผนงาน ตลอดจนเป็นแนวทางให้ง่ายต่อการปรับปรุงอย่างตอเนื่อง
2. มีมาตรฐานการปฏิบัติงานที่ระบุนโยบาย วิธีปฏิบัติที่เป็นลายลักษณ์ คลุมเครือ ทําให้ง่ายตอการปฏิบัติงานให้สําเร็จตามเป้าหมาย สร้างขวัญกำลังใจในการทำงานเป็นรูปแบบที่เป็นรูปธรรม
3. เป็นเครื่องมอตรวจสอบในองค์กรช่วยป้องกันมิให้นโยบายเป็นอัมพาตเนื่องจากขาดระบบรองรับ
4. มีระบบในการดกจับปัญหา มีระบบในการลดการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเพิ่มการป้องกันหรือก็อาจเกิดปัญหาที่ต่นเหตุ เพื่อลดการ
เกิดปัญหาซ้ำซากและมุ้ช้งสู่การปรับปรุงคุณภาพขององค์กร
5. ลดค้าใช้จ่าย ประหยัดเวลาในการทำงาน  ลดความบกพร่อง และจำนวนการผลิตสินค้าหรือบริการที่ไม่ได้จากข้อกําหนความต่องการ ความคาดหวังของลกคู้าจะถูกระบุพร้อมมีกระบวนการในการสร้างความเข้าใจในองค์กร
6. มีระบบในการเพิ่มประสิทธิภาพและลดจํานวนแรงงาน จากที่มีระบบที่ทำให้บุคลากรทีมพื้นฐานการศึกษาที่ไม่สูงนักก็ทํางาน
ได้ดีไม่บกพร่อง
7. ขวัญกาลํ งใจในองค์กรสูงขึ้นเนื่องจากพนักงานทราบว่างานที่ต้องกระทำานั้นทําอย่างไรพนักงานทราบว่าหัวหน้าและวัตถุประสงค์ของงานคืออะไร
ประโยชน์ของระบบ ISO9001:2000 ต่อตัวท่าน
1. ท่านจะได้รับข้อมูล วิธีการ และวัตถุดิบที่จําเป็นในการทํางานเป็นอย่างดี
2. เครื่องจักรและเครื่องมือ เหมาะสมและอยู่ในสภาพที่ดี
3. ท่านจะได้รับทราบวิธีการปฏิบัติการและการอบรมที่จําเป็นในการปฏิบัติงานของท่าน
4. พื้นที่ทํางานจะได้รับการดูแล เป็นระบบระเบียน
5. หากมีสิ่งใดที่ขัดขวางท่านในการทํางานที่ดี จะมีระบบให้ท่านในการรายงานปัญหาและขอความช่วยเหลือในการกระทําดังกล่าว
ท่านมีความจําเป็นต้องใช้บริการจากที่ปรึกษาหรือไม่
ในกรณีที่ท่านไม่มีเวลาที่เพียงพอ หรือท่านไม่มีบุคลากรที่มีความรู้ ความเข้าใจในระบบบริหารคุณภาพ หรือข้อกําหนด
ISO9001:2000 อย่างเพียงพอ การใช้บริการจากที่ปรึกษาเป็นทางออกในการทําให้มั่นใจว่าโครงการจัดทํามาตรฐาน
ISO9001:2000 นี้จะประสบผลสําเร็จตามเป้าหมาย เอกสารต่องมีมากขนาดไหนในการเข้าสู่ระบบ ISO9001:2000
ในทางปฏิบัติ องค์กรทั่วไปที่คิดจะประยุกต์ใช้มาตรฐาน ISO9001:2000 มักจะเกรงกลัวในเรื่องเอกสารที่ต่องจัดทํา หรือ
กระบวนการงานที่ต้องล้าช้า ไม่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในการบริหารธุรกิจ
อะไรคือสิ่งที่มาตรฐาน ISO9001:2000 ต้องการ
ข้อกําหนดข้อ 4.2.1 c & d ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่ต้องจัดทําเป็นเอกสารจะมีเพียงเฉพาะ
4.2.1 c) ระเบียบปฏิบัติ ที่จัดทําเป็นเอกสารตามข้อกําหนดในมาตรฐานฉบับนี้
4.2.1 d) เอกสารอื่นๆ ที่องค์การจําเป็นต้องมี เพื่อสร้างความมั่นใจว่าสามารถวางแผน ดําเนินงานและควบคุมกระบวนการได้
อย่างมีประสิทธิผล
จากข้อกําหนดเบื้องต่นจะเห็นได้ว่าเอกสารที่มาตรฐาน ISO9001:2000 บังคับนั้นเป็นเพียงเอกสารที่จําเป็นในแง้ขององค์กร
ของท่านเอง มากกว่านี้นในหมายเหตุที่ 2 ยังกล่าวอีกว่า

"ขอบเขตของเอกสารในระบบบริหารคุณภาพนี้อาจจะแตกต่างกันระหว่างองค์การ โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ดังนี้
a) ขนาดและประเภทขององค์การ
b) ความซับซ่อน และ การ ปฏิสัมพันธ์ ระหว่างกระบวนการต่างๆ ในองค์การ และ
c) ความสามารถ ของบุคลากรในองค์การ
ท่านจะเห็นได้ว่ามาตรฐาน ISO9001:2000 มิได้ระบุว่าต้องมีเอกสารที่ต้องมี หรือจัดทําอย่างมากมาย สิ่งที่จําเป็นต้องมี คือสิ่งที่ท่านจําเป็นต้องมีในการบริหารธุรกิจโดยทั่วไปเพื่อสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรท่านและทําให้องค์กร มีความสามารถที่
จะผลิตและส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับความต่องการของลูกค้า และข้อกําหนดทางด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่าง
สม่ำเสมอ
ความรู้ในเรื่องข้อกําหนดและเทคนิคในการจัดทําระบบเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ในการวางระบบเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อ
องค์กร ในการประยุกต์ใช้มาตรฐาน ISO9001:2000 (see more in our training)
สิงที่ควรคํานึงถึงในการจัดทําเอกสาร
ท่านต้องตระหนักว่ากระบวนการที่จัดทําจําเป็นต้องได้รับการควบคุมและปฏิบัติตามดังนั้น ต้องทําให้มั่นใจว่าสิ่งที่
ท่านระบุนั้นเป็นสิงจําเป็นและสามารถปฏิบัติตามได้ สิ่งที่ควรระวังระหว่างการจัดทําเอกสารมีดังนี้
1. ควรกําหนดรายละเอียดการควบคุม เฉพาะเท่าที่จําเป็นและปฏิบัติได้
2. หากเป็นไปได้ให้พัฒนาจากเอกสารเดิมที่มีอยู่
3. ใช้ภาษาที่เรียบง่าย ชัดเจน เป็นประโยคสั้นๆที่ไม่คลุมเครือและใช้ภาษาที่เหมาะสมกับผู้ใช้เอกสารที่ซึ่ง
อาจเป็นพนักงานระดับล่างในพื้นที่ทํางาน
4. ในแต่ละกระบวนการท่านควรระบุสิ่งนี้ในเอกการของท่าน
o วัตถุประสงค์ นโยบาย หรือความคาดหวังจากกระบวนการ
o ขั้นตอนการทํางานและมาตรฐานในการทํางานเพื่อให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์นโยบาย หรือ
ความคาดหวังของกระบวนการนั้นๆ
o ข้อควรระวัง ข้อห้าม แบบฟอร์มที่เกี่ยวข้อง
5. ต้องมั่นใจว่าท่านไม่ทําเอกสารขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อข้อกําหนดมาตรฐาน ISO9001:2000 แตมีการ
จัดทําเอกสารเพื่อทําให้มั่นใจในประสิทธิผลของกระบวนการนั้นๆ และความต่องการความคาดหวังของ
ลูกค้า 
6. หากท่านเป็นองค์กรขนาดใหญ่ ท่านควรดึงให้พนักงานมีส่วนรวมในการจัดทําเอกสาร flowchart
กระบวนการ การทบทวนแบบฟอร์มต่างเพื่อให้เกิดการยอมรับและการมีส่วนรวม พร้อมทั้งทําให้มั่นใจ
ได้ว่าระบบเอกสารที่จัดทําขึ้นมีความเหมาะสมต่อองค์กรของตน
7. หากเป็นไปได้พยายามใช้ภาพประกอบหรือ flowchart งาน เพื่อให้มองเห็นภาพของงาน
8. จัดทําแบบฟอร์มเฉพาะเท่าที่จําเป็น
9. ควรกล่าวถึงหลักปฏิบัติเรื่องใดเรื่องหนึ่งไว้ในที่เดียวกัน จากนั้นให้ให้วิธีอ่างอิงแทน การกระทําเช่นนี้
สามารถทําให้การแก้ไขกระทําได้โดยง่าย แก้ที่เดียวไม่ต้องตามแก้ในหลายๆที่
เราจําเป็นต้องปรับวิธีดําเนินธุรกิจหรือไม่
ไม่จําเป็น มาตรฐาน ISO9001:2000 มิได้ให้วิธีการในการดําเนินธุรกิจ แต่อย่างใดแต่เป็นเพียงการแสดงให้เห็นว่า การทํางาน
ของท่านนั้นสอดคล้องกับข้อกําหนดของมาตรฐาน
ในทางปฏิบัติท่านอาจต้องมีการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนในการทํางานในบางส่วน ทั้งนี้เพื่อให้กิจกรรมในองค์กรของท่านนั้น
สอดคล้องกับมาตรฐาน ISO9001:2000 นั้นย่อมหมายถึงว่าท่านได้รับโอกาสในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวิธีการทํางานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
รับรองนี้มีผลใช้ได้ตลอดไปหรือไม่
ใบรับรองจะมีอายุ 3 ปี ในช่วง 3 ปีนี้ทางผู้ตรวจประเมินจะมีการตรวจติดตามตามความถี่ที่ระบุเพื่อทําให้มั่นใจว่าระบบบริหาร


คุณภาพนี้ยังคงมีการธํารงรักษาอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตามจะมีการตรวจประเมินเพื่อต่ออายุทุกๆ 3 ปี



วันพุธที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2557

มาตรฐาน Infrastructure Library (ITIL)

มาตรฐาน  IT Infrastructure Library  (ITIL)
         ในปัจจุบันชื่อ ITIL นี้คงเป็นที่คุ้นหูของหลายๆท่านที่อยู่ในวงการ IT โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านที่ต้องบริหารจัดการศูนย์ปฏิบัติการคอมพิวเตอร์   ITIL คืออะไร วันนี้เราจะได้นำท่านมาทำความรู้จักกับ ITIL กันครับ
              หากเราลองนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวันในศูนย์ปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ (ศูนย์ฯ)  ไม่ว่าเราจะไปที่ศูนย์ฯใด เราจะพบว่ามีคนกลุ่มหนึ่งกำลังขะมักเขม้นกับการรับโทรศัพท์แจ้งปัญหาจากลูกค้า หรือผู้ใช้บริการ  ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบงานที่ลูกค้าแจ้งเข้ามา  อีกกลุ่มหนึ่งอาจจะกำลังพยายามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นให้ผ่านลุล่วงไปก่อนโดยยังไม่สนใจสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา เพื่อให้บริการดังกล่าวสามารถเปิดให้บริการแก่ลูกค้าได้อีกครั้งอย่างรวดเร็วที่สุด อีกกลุ่มหนึ่งอาจจะกำลังทดสอบกับระบบงานใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวให้แก่ลูกค้าในเร็ววันนี้     หากสมมติว่าท่านเป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ ท่านคิดว่าตัวอย่างของสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามปกติหรือไม่   และท่านเองได้รับมือ แก้ไข บริหาร และจัดการ กับสิ่งที่ว่านี้อย่างไร   รวมไปถึงว่าท่านเองก็คงต้องให้คำมั่นสัญญากับลูกค้าหรือผู้ใช้ว่า จะไม่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นอีก หรือหากเกิดท่านจะสามารถแก้ไขได้ภายในเวลาเท่าไร  หากต้องการไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว ในระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ท่านสามารถเตรียมการให้กับผู้ใช้หรือลูกค้าได้อย่างไร  คิดเป็นเงินลงทุนเท่าไร ความคุ้มค่าของเงินลงทุนเป็นอย่างไร เป็นต้นครับ ผมได้นำท่านเข้าสู่ห้วงแห่งความคิดคำนึงและความหนักอกหนักใจของท่านที่ต้องรับผิดชอบดูแลศูนย์ฯ  ว่าท่านจะต้องคำนึงถึงเรื่องอะไร เช่นใดบ้าง  เราจะพบว่าไม่ว่าท่านจะเป็นผู้บริหารจัดการศูนย์ฯขนาดเล็ก หรือใหญ่แค่ไหน  จะเป็นศูนย์ฯสำหรับธุรกิจประเภทใด  เป็นศูนย์ฯเฉพาะทางสำหรับงานใดๆ  สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เป็นปัญหาทั่วไปของท่านผู้ดูแลศูนย์ฯ ที่จะต้องบริหารจัดการให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และด้วยความเป็นมืออาชีพ          เมื่อสิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาทั่วไปที่เกิดขึ้น จึงทำให้มีการรวบรวมองค์ความรู้ในการบริหารจัดการศูนย์ เพื่อให้ท่านผู้ดูแล หรือผู้บริหารจัดการศูนย์ฯ สามารถนำความรู้ดังกล่าวมาใช้บริหารจัดการศูนย์ฯอย่างมีประสิทธิภาพและด้วยความเป็นมืออาชีพได้    นี่คือที่มาของ ITIL หรือ IT Infrastructure Library ครับผมคิดว่าจำเป็นต้องเขียนบทความเกี่ยวกับ ITIL นี้หลายตอน จึงจะนำท่านผู้อ่านเข้าสัมผัสกับเรื่องราวที่น่าสนใจนี้ได้ครบทุกเรื่องครับ  สำหรับตอนแรกนี้ผมจะกล่าวโดยสรุปสำหรับท่านที่จำเป็นต้องใช้เวลากับการทำงานของท่านมาก มีเวลาให้กับการอ่านบทความนี้น้อยก่อนนะครับมารู้จักประวัติกันก่อนก่อนจะเข้าสู่เรื่องนั้น  หากท่านใดมีความสนใจอยากทราบที่มาที่ไปของ ITIL นั้น ก็เชิญได้ครับ หากท่านใดไม่มีความสนใจ ก็สามารถข้ามไปได้เลยครับ ผมจะไม่ทำให้เนื้อหาขาดตอน หรือไม่ต่อเนื่องสำหรับท่านผู้อ่านครับ        ประวัติตอนต้นที่แท้จริงต้องย้อนไปถึงช่วงปลายทศวรรษ 1980 โดยรัฐบาลประเทศอังกฤษตระหนักว่าคุณภาพของการให้บริการด้าน IT นั้นไม่เพียงพอเสียแล้ว จึงได้มีการมอบหมายให้ CCTA (The Central Computer and Telecommunication Agency)  ซึ่งได้กลายเป็น OGC (Office of Government Commerce) เมื่อปี 2000   ทำการพัฒนากรอบความรู้ขึ้นสำหรับการบริหารทรัพยากรด้าน IT ที่มีประสิทธิภาพให้แก่ภาครัฐและเอกชน  โดยตอนเริ่มต้นนั้นยังไม่ได้ใช้ชื่อ ITIL แต่ใช้ชื่อว่า GITIMM (Government Information Technology Infrastructure Management Method)  ซึ่งต่อมาได้มีการชี้ประเด็นกันว่า ไม่น่าจะเรียกว่าวิธีการ(Method) น่าจะเรียกว่าเป็นคู่มือช่วย(Guidance) มากกว่า   และก็ได้มีการจัดตั้งคณะผู้ใช้ซึ่งแต่เดิมเรียกว่า IT Infrastructure Management Forum ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น itSMF หรือ IT Service Management Forum   เมื่อประมาณปี ’94-’95   ผลงานเรื่องแรกที่ออกมาคือผลงานเรื่อง Service Level Management ในปี 1989  และผลงานเรื่องสุดท้ายคือเรื่อง Availability Management ซึ่งออกมาเมื่อปี 1994    จากนั้นก็ได้มีการรวบรวมผลงานทั้งหมดเข้าด้วยกัน โดยแบ่งออกเป็น 2 เล่มหลัก คือหนังสือปกน้ำเงิน กับหนังสือปกแดง    หนังสือปกน้ำเงิน(blue book) นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับ Service Support และ หนังสือปกแดง(red book) นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับ Service Delivery   หนังสือสองเล่มนี้ถือเป็นสองเล่มหลักของ ITIL framework ที่มีปัจจัยต่อการปรับปรุงกระบวนการในการให้บริการทางด้าน IT      ต่อจากนั้นมาก็ได้มีผลงานด้านอื่นที่เกี่ยวข้องตามออกมาอีกดังแสดงในภาพ





ประโยชน์ของ ITIL
           ความรู้ด้าน ITIL ที่เป็นหลักที่ผมจะกล่าวถึงตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป ผมจะกล่าวถึงความรู้ที่จัดอยู่ในกรอบการบริหารจัดการบริการทางด้าน IT ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 เรื่องคือ Service support และ Service Delivery นะครับ    สำหรับด้านอื่นๆที่มีออกมาในภายหลังเช่น Planning to Implement Service Management หรือ Application Management ผมจะขอยังไม่กล่าวถึงครับITIL จัดว่าเป็นการรวบรวมเอาความรู้ที่มีอยู่แล้วในการบริหารจัดการศูนย์ฯ  ซึ่งได้ถูกนำไปใช้แล้วในวงการอุตสาหกรรมต่างๆที่จำเป็นต้องใช้ IT ในช่วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา   ITIL จึงถูกเรียกว่าเป็น Best Practice ของการบริหารจัดการ IT   ซึ่งในเวลาต่อมาได้มีการกล่าวถึง ITIL ในแง่ที่เป็น IT Service Management Framework กันอย่างแพร่หลาย  และได้กลายเป็น de facto standard ไปในปัจจุบัน  ประโยชน์จากการนำความรู้ ITIL มาใช้นั้น คือประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการที่สามารถปรับปรุงกระบวนการให้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง  ซึ่งได้แก่ • การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้คุ้มค่ามากขึ้น • สร้างเสริมความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งในตลาด • ช่วยลดงานซ้ำซ้อนหรืองานที่ไม่จำเป็นลงได้ • ช่วยทำให้งานแต่ละโปรเจคท์ดำเนินไปได้ตามที่วางแผนไว้ • ปรับปรุงความสามารถในการให้บริการ IT แก่ลูกค้าให้ดีขึ้น • สามารถหาต้นทุนของการให้บริการที่มีคุณภาพตามที่กำหนดได้ • สามารถให้บริการที่มีคุณภาพแก่ลูกค้าได้ตามที่สัญญาไว้เป็นต้น   ประโยชน์ต่างๆเหล่านี้ที่เกิดขึ้นในแต่ละองค์กร สามารถนำมาคำนวณเพื่อหามูลค่าความคุ้มค่าได้  และโดยเหตุที่ ITIL นั้นครอบคลุม 10 กระบวนการ กับอีก 1 ฟังก์ชัน (ภาพด้านล่าง)







 การปรับปรุงกระบวนการในแต่ละกระบวนการก็จะให้ค่าความคุ้มค่าที่ต่างกันออกไปด้วย   ตัวอย่างขององค์กรที่ได้ประโยชน์จาก ITIL 1 ได้แก่ • Procter & Gamble    P&G นำ ITIL เข้ามาใช้งานในองค์กรตั้งแต่ปี 1999 หลังจากผ่านไป 4 ปี P&G รายงานว่าสามารถประหยัดต้นทุนไปได้ถึง 500 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคิดเป็นต้นทุนด้านการปฏิบัติงาน (operation cost) ที่ลดลงประมาณ 6-8%  และบุคคลากรทางด้าน IT ลดลงประมาณ 15-20% • Caterpillar  บริษัท Caterpillar นำ ITIL มาใช้ในองค์กรเมื่อปี 2000 เพื่อจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น (incident management)  และได้พบว่าสามารถเพิ่มอัตราการตอบสนองต่อผู้ใช้บริการตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้จาก 60-70% เป็น 90% • Ontario Justice Enterprise  บริษัทนายหน้าที่ทำหน้าที่ดูแลระบบของรัฐบาลแคนาดา นำ ITIL มาใช้ในองค์กรในปี 1999  โดยการทำ virtual service desk ทำให้ลดค่าใช้จ่ายด้านการ supportลงได้ถึง 40%1. source : www.enterpriseleadership.org
คงต้องขอย้ำอีกครั้งคับว่า ITIL นั้นเป็น Best Practice ซี่งหมายความว่า ITIL ไม่ใช่มาตรฐานประเภทเดียวกันกับพวก ISO หรือ BSxxxx   จึงไม่ได้มีการทำ certification ขององค์กรบน ITIL กัน  แต่ก็ได้มีการนำหลักการ ITILมาทำเป็นมาตรฐานทางด้านนี้เช่นกันครับ มาตรฐานดังกล่าวได้แก่มาตรฐาน BS15000 ซึ่งเป็นของทางอังกฤษ  และในปัจจุบันได้มีการนำเสนอเข้าสู่กระบวนการในการทำให้เป็นมาตรฐาน ISO20000 เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นสำหรับมาตรฐาน ISO นั้น เราคงต้องรออีกสักระยะครับ  ส่วนทางด้านของ ITIL เองนั้น ได้ถูกเน้นหนักไปในด้านของการให้การศึกษาหรือความรู้ในหลักการ  จึงได้มีการทำ certification ของการศึกษานี้ออกมา โดยแบ่งออกเป็น





• ITIL Foundation   คอร์สนี้เป็นคอร์สเบื้องต้นพื้นฐานสำหรับท่านที่ยังใหม่ต่อเรื่องนี้อยู่ เมื่อเรียนจนจบและสอบผ่านก็จะได้ ITIL Foundation Certificate และได้ ITIL Badge เป็นรูปสี่เหลี่ยมข้ามหลามตัดสีเขียวดังในภาพครับ • ITIL Practitioner   คอร์สนี้เป็นคอร์สเจาะลึกลงในแต่ละกระบวนการ  แต่ละกระบวนการใช้เวลา 3 วัน เมื่อเรียนจนจบและสอบผ่านก็จะได้ ITIL Practitioner Certificate และได้ ITIL Badge เป็นรูปสี่เหลี่ยมข้ามหลามตัดสีฟ้าดังในภาพครับ  ผู้ที่จะเรียนหรือสอบคอร์สเฉพาะทางนี้ได้ต้องผ่านการสอบ ITIL Foundation มาก่อนครับ • ITIL Service Manager คอร์สนี้เป็นคอร์สสำหรับผู้ที่ต้องการเจาะลึกลงในทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้องของ ITIL ทั้งหมด  ซี่งใช้เวลาเรียนนานกว่าเพื่อน และข้อสอบก็ยากกว่ามากครับ แต่เมื่อเรียนจบและสอบผ่านก็จะได้ ITIL Service Manager Certificate และได้ ITIL Badge เป็นรูปสี่เหลี่ยมข้ามหลามตัดสีแดงดังในภาพครับ  แน่นอนครับผู้ที่จะเรียนหรือสอบคอร์สเฉพาะทางนี้ได้ต้องผ่านการสอบ ITIL Foundation มาก่อนครับ  คอร์สนี้ถือเป็นอันสิ้นสุดของ certificate ด้านสาย service management ที่มีให้ในปัจจุบันครับขอให้สังเกตว่า Certification ทางด้าน ITIL นี้ เป็น certification ที่ให้แก่บุคคลที่ผ่านการทดสอบความรู้ และนอกจากนั้น certification นี้เป็นชนิดที่เป็นตลอดชีวิต ทั่วโลกรู้จัก (word-wide recogition, entire life certification)  เพราะฉะนั้นท่านใดได้แล้ว ไม่ต้องคอยสอบใหม่เพื่อต่ออายุครับ            นอกจาก certificate ของบุคคล และมาตรฐาน BS 15000 หรือ ISO20000 ที่จะมีในอนาคต  ที่จะให้แก่องค์กรแล้ว ก็ยังมี certification ที่ให้กับบริการอีกเช่นกัน  certification นี้มีผู้ให้บริการจัดทำคือบริษัท ซันไมโครซิสเต็ม จำกัด  โดยการนำเอาหลักการทางด้าน ITIL มาประยุกต์ใช้เพื่อให้หลักประกันว่าบริการหนึ่งๆขององค์กรนั้นๆ มีมาตรฐานในการให้บริการสอดคล้องกับแนวทางของ ITIL หรือไม่ประการใด  การให้ certification แบบนี้เรียกว่า SunTone Service ซึ่งเป็นบริการที่บริษัท ซันไมโครซิสเต็ม จำกัด ได้ให้บริการอยู่แล้วในปัจจุบัน


มาตรฐาน IEEE

มาตรฐานสากลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

มาตรฐาน IEEE




มาตรฐาน IEEE

IEEE คืออะไร
            IEEE คือ สถาบันวิศวกรรมไฟฟ้าและวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์นานาชาติ ชื่อเต็มคือ Institute of Electrical and Electronic Engineers ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1963 ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยการรวมตัวของวิศวกรไฟฟ้าและวิศวกรอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งดำเนินกิจกรรมร่วมกันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านโทรคมนาคม ระบบไฟฟ้ากำลัง และระบบแสง
สถาบัน IEEE เป็นสถาบันที่กำกับ ดูแลมาตรฐานวิจัยและพัฒนาความรู้และงานวิจัยใหม่ๆตลอดจนเผยแพร่ความรู้ โดยเน้นด้านไฟฟ้ากำลัง คอมพิวเตอร์ โทรคมนาคม ระบบอิเล็กทรอนิกส์ระบบวัดคุม โดยนักวิจัยเหล่านี้มีอยู่ทั่วโลก และจะแบ่งกลุ่มศึกษาตามความเชี่ยวชาญของแต่ละบุคคล กลุ่มหมายเลขIEEE ที่ได้รับการยอมรับจากองค์กรควบคุมมาตรฐาน

มาตรฐาน IEEE แบ่งออกได้ดังนี้
IEEE 802.1 การบริหารจัดการระบบเครือข่าย
IEEE 802.2 ถูกออกแบบใน LLC ไม่ต้องการให้เครื่องรู้จักกับ MAC sub layer กับ physical layer
IEEE 802.3 สำหรับเป็น โปรโตคอลมาตรฐานเครือข่าย Ethernet ที่มีอัตราเร็วในการส่งข้อมูล10Mbps
IEEE 802.4 มาตรฐาน IEEE 802.4 เป็นมาตรฐานกำหนดโปรโตคอลสำหรับเลเยอร์ชั้น MAC
IEEE 802.5 เครือข่ายที่ใช้โทโปโลยีแบบ Ring
IEEE 802.6 กำหนดมาตรฐานของ MAN ซึ่งข้อมูลในระบบเครือข่ายถูกออกแบบมาให้ใช้งานในระดับ    เขต และเมือง
IEEE 802.7 ใช้ให้คำปรึกษากับกลุ่มเทคโนโลยีการส่งสัญญาณแบบ Broadband
IEEE 802.8 ใช้ให้คำปรึกษากับกลุ่มเทคโนโลยีเคเบิลใยแก้วนำแสง
IEEE 802.9 ใช้กำหนดการรวมเสียงและข้อมูลบนระบบเครือข่ายรองรับ
IEEE 802.10 ใช้กำหนดความปลอดภัยบนระบบเครือข่าย
IEEE 802.11 ใช้กำหนดมาตรฐานเทคโนโลยีสำหรับ WLAN
IEEE802.12 ใช้กำหนดลำดับความสำคัญของความต้องการเข้าไปใช้งานระบบเครือข่าย
IEEE 802.14 ใช้กำหนดมาตรฐานของสาย Modem
IEEE 802.15 ใช้กำหนดพื้นที่ของเครือข่ายไร้สายส่วนบุคคล
IEEE 802.16 ใช้กำหนดมาตรฐานของ Broadband แบบไร้สาย หรือ WiMAX


IEEE 802.11
          IEEE (Institute of Electrical and Electronic Engineer) ซึ่งเป็นองค์กรที่กำหนดมาตรฐาน
อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ได้กำหนดมาตรฐานเครือข่ายไร้สาย โดยใช้การกำหนดตัวเลข 802.11แล้วตามด้วยตัวอักษร เช่น 802.11b, 802.11a, 802.11g และ 802.11n
          IEEE 802.11 คือมาตรฐานการทำงานของระบบเครือข่ายไร้สายกำหนดขึ้นโดย Institute of Electrical and Electronics Engineers (IEEE) เป็นมาตรฐานกลาง ที่ได้นำมาปฏิบัติใช้ในมาตรฐานของการรับ – ส่งข้อมูล โดยอาศัยคลื่นความถี่ ตัวอย่างของการใช้งาน เช่น Wireless Lanหรือ Wi-Fi เพื่อที่จะทำการเชื่อมโยงอุปกรณ์เครือข่ายไร้สายเข้าด้วยกันบนระบบ
          ในทางปกติแล้ว การเชื่อมต่อระบบเครือข่ายไร้สาย จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์สองชิ้น นั่นคือ แอคเซสพอยต์ คือ ตัวกลางที่ช่วยในการติดต่อระหว่าง ตัวรับ-ส่งสัญญาญไวเลส ของผู้ใช้ กับ สายนำสัญญาณที่จากทองแดงที่ได้รับการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายแล้ว เช่น สายแลน  ตัวรับ-ส่งสัญญาณไวเลส ทำหน้าที่รับ-ส่ง สัญญาณ ระหว่างตัวรับส่งแต่ละตัวด้วยกัน หลังจากที่เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายนี้ได้เกิดขึ้น ก็ได้เกิดมาตรฐานตามมาอีกมายมาย โดยที่การจะเลือกซื้อหรือเลือกใช้อุปกรณ์เครือข่ายไร้สายเหล่านั้น เราจำเป็นจะต้องคำนึงถึงเทคโนโลยีที่ใช้ในผลิตภัณฑ์นั้นๆ รวมถึงความเข้ากันได้ของเทคโนโลยีที่ต่างๆ ด้วย


IEEE 802.11a    
เป็นมาตรฐานที่ได้รับการตีพิมพ์และเผยแพร่เมื่อปี พ.ศ. 2542 โดยใช้เทคโนโลยี OFDM (Orthogonal Frequency Division Multiplexing) เพื่อพัฒนาให้ผลิตภัณฑ์ไร้สายมีความสามารถในการ รับส่งข้อมูลด้วยอัตราความเร็วสูงสุด 54 เมกะบิตต่อวินาที โดยใช้คลื่นวิทยุย่านความถี่ 5 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นย่านความถี่ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้งานโดย ทั่วไปในประเทศไทย เนื่องจากสงวนไว้สำหรับกิจการทางด้านดาวเทียม

ข้อเสียของ IEEE 802.11a
          ข้อเสียของผลิตภัณฑ์มาตรฐาน IEEE 802.11a ก็คือ การที่มาตรฐานนี้ ใช้การเชื่อมต่อที่ความถี่สูงๆ ทำให้มาตรฐานนี้ มีระยะการรับส่งที่ค่อนข้างใกล้ คือ ประมาณ 35 เมตร ในโครงสร้างปิด(เช่น ในตึก ในอาคาร) และ 120 เมตรในที่โล่ง เนื่องด้วยอุปกรณ์ไร้สายที่รองรับเทคโนโลยี IEEE 802.11a มีรัศมีการใช้งานในระยะสั้นและมีราคาแพง ดังนั้นผลิตภัณฑ์ไร้สายมาตรฐาน IEEE 802.11a จึงได้รับความนิยมน้อยและยังไม่สามารถเข้ากันได้กับอุปกรณ์ที่รองรับมาตรฐาน IEEE 802.11b และ IEEE 802.11g อีกด้วย

IEEE 802.11b
          เป็นมาตรฐานที่ถูกตีพิมพ์และเผยแพร่ออกมาพร้อมกับมาตรฐาน IEEE 802.11a เมื่อปี พ.ศ.2542 มาตรฐาน IEEE 802.11b ได้รับความนิยมในการใช้งานอย่างแพร่หลายมาก ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า CCK (Complimentary Code Keying) ร่วมกับเทคโนโลยี DSSS (Direct Sequence Spread Spectrum) เพื่อให้สามารถรับส่งข้อมูลได้ด้วยอัตราความเร็วสูงสุดที่ 11 เมกะบิตต่อวินาทีโดยใช้คลื่นสัญญาณวิทยุย่านความถี่ 2.4 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นย่านความถี่ที่อนุญาตให้ใช้งานในแบบสาธารณะ ทางด้านวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม และการแพทย์ โดยผลิตภัณฑ์ที่ใช้ความถี่ย่านนี้มีหลายชนิด

ข้อดีของ IEEE 802.11b
          ข้อดีของมาตรฐาน IEEE 802.11b ก็คือ การใช้คลื่นความถี่ที่ต่ำกว่าอุปกรณ์ที่รองรับมาตรฐาน IEEE 802.11a ทำให้อุปกรณ์ที่ใช้มาตรฐานนี้จะมีความสามารถในการส่งคลื่นสัญญาณไปได้ไกลกว่าคือประมาณ 38 เมตรในโครงสร้างปิดและ 140 เมตรในที่โล่งแจ้ง รวมถึง สัญญาณสามารถทะลุทะลวงโครงสร้างตึกได้มากกว่าอุปกรณ์ที่รองรับกับมาตรฐาน IEEE 802.11a ด้วยผลิตภัณฑ์มาตรฐาน IEEE 802.11b เป็นที่รู้จักในเครื่องหมายการค้า Wi-Fi

IEEE 802.11e
       เป็นมาตรฐานที่ออกแบบมาสำหรับการใช้งาน แอพพลิเคชันทางด้านมัลติมีเดียอย่าง VoIP (Voice over IP) เพื่อควบคุมและรับประกันคุณภาพของการ ใช้งานตามหลักการ QoS (Quality of Service) โดยการปรับปรุง MAC Layer ให้มีคุณสมบัติในการรับรองการใช้งานให้มีประสิทธิภาพ

IEEE 802.11f
       มาตรฐานนี้เป็นที่รู้จักกันในนาม IAPP (Inter Access Point Protocol) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ออกแบบมาสำหรับจัดการกับผู้ใช้งานที่เคลื่อนที่ข้ามเขต การให้บริการของ Access Point ตัวหนึ่งไปยัง Access Point อีกตัวหนึ่งเพื่อให้บริการในแบบ โรมมิงสัญญาณระหว่างกัน

มาตรฐาน IEEE 802.11g
       มาตรฐาน IEEE 802.11g เป็นมาตรฐานที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาทดแทนผลิตภัณฑ์ที่รองรับมาตรฐาน IEEE 802.11b โดยยังคงใช้คลื่นความถี่ 2.4 GHz แต่มีความเร็วในการรับ - ส่งข้อมูลเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 54 Mbps หรือเท่ากับมาตรฐาน 802.11a โดยใช้เทคโนโลยี OFDM บนคลื่นวิทยุและมีรัศมีการทำงานที่มากกว่า IEEE 802.11a พร้อมความสามารถในการใช้งานร่วมกันกับมาตรฐาน IEEE 802.11b ได้ (Backward-Compatible)  เพียงแต่ว่าความถี่ 2.4 GHz ยังคงเป็นคลื่นความถี่สาธารณะอยู่เหมือนเดิม ดังนั้นจึงยังมีปัญหาเรื่องของสัญญาณรบกวนจากอุปกรณ์ที่ใช้คลื่นความถี่เดียวกันอยู่ดี

IEEE 802.11h
        มาตรฐานที่ออกแบบมาสำหรับผลิตภัณฑ์เครือข่ายไร้สายที่ใช้งานย่านความถี่ 5 กิกะเฮิรตซ์ให้ทำงานถูกต้องตามข้อกำหนดการใช้ความถี่ของประเทศ ในทวีปยุโรป

IEEE 802.11i
       เป็นมาตรฐานในด้านการรักษาความปลอดภัย ของผลิตภัณฑ์เครือข่ายไร้สาย โดยการปรับปรุงMAC Layer เนื่องจากระบบเครือข่ายไร้สายมีช่องโหว่มากมายในการใช้งาน โดยเฉพาะฟังก์ชันการเข้ารหัสแบบ WEP 64/128-bit ซึ่ง ใช้คีย์ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับสภาพการใช้งานที่ต้องการ ความมั่นใจในการรักษาความปลอดภัยของการสื่อสารระดับสูง มาตรฐาน IEEE 802.11i จึงกำหนดเทคนิคการเข้ารหัสที่ใช้คีย์ชั่วคราวด้วย WPA, WPA2 และการเข้ารหัสในแบบAES (Advanced Encryption Standard) ซึ่งมีความน่าเชื่อถือสูง

IEEE 802.11k
        เป็น มาตรฐานที่ใช้จัดการการทำงานของระบบ เครือข่ายไร้สาย ทั้งจัดการการใช้งานคลื่นวิทยุให้มีประสิทธิภาพ มีฟังก์ชันการเลือกช่องสัญญาณ การโรมมิงและการควบคุมกำลังส่ง นอกจากนั้นก็ยังมีการร้องขอและปรับแต่งค่าให้เหมาะสมกับการทำงาน การหารัศมีการใช้งานสำหรับเครื่องไคลเอนต์ที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้ระบบ จัดการสามารถทำงานจากศูนย์กลางได้

IEEE 802.1x
       เป็นมาตรฐานที่ใช้งานกับระบบรักษาความปลอดภัย ซึ่งก่อนเข้าใช้งานระบบเครือข่ายไร้สายจะต้องตรวจสอบสิทธิ์ในการใช้งานก่อน โดย IEEE 802.1x จะใช้โพรโตคอลอย่าง LEAP, PEAP,
 EAP-TLS, EAP-FAST ซึ่งรองรับการตรวจสอบผ่านเซิร์ฟเวอร์ เช่น RADIUS, Kerberos เป็นต้น

มาตรฐาน IEEE 802.11N
       มาตรฐาน IEEE 802.11N (มาตรฐานล่าสุด) เป็นมาตรฐานของผลิตภัณฑ์เครือข่ายไร้สายที่คาดหมายกันว่า จะเข้ามาแทนที่มาตรฐาน IEEE 802.11a, IEEE 802.11b และ IEEE 802.11g ซึ่ง
มาตรฐาน 802.11N

มาตรฐาน IEEE 802.11N
        โดยจะมีความเร็วอยู่ที่ 300 Mbps หรือเร็วกว่าแลนแบบมีสายที่มาตรฐาน 100 BASE-TXนอกจากนี้ยังมีระยะพื้นที่ให้บริการกว้างขึ้น โดยเทคโนโลยีที่ 802.11N นำมาใช้ก็คือเทคโนโลยี
MIMO ซึ่งเป็นการรับส่งข้อมูลจากเสาสัญญาณหลายๆ ต้น พร้อมๆ กัน ทำให้ได้ความเร็วสูงมากขึ้นและยังใช้คลื่นความถี่แบบ Dual Band คือ ทำงานบนย่านความถี่ทั้ง 2.4 GHz และ 5 GHz